• ธุรกิจเครือข่ายมาแรง
  • ขายตรงมาแรง
  • MLM online
  • ธุรกิจมาแรง2016
  • ธุรกิจมาแรง2559
 
เคอม่าแม็กซ์ (Curma Max)  สำหรับผู้มีอาการกรดไหลย้อน...
สมุนไพรนวัตกรรมผลงานวิจัยขมิ้นชันละลายน้ำ 10,000 เท่า รางวัลเหรียญทองระดับโลก

เครื่องดื่มสมุนไพรสกัดเข้มข้น จากขมิ้นชัน พริกไทยดำ บรอคโคลี่ และสารสำคัญอื่นๆ . . .

เหมาะสำหรับ ผู้ที่มีภาวะกรดไหลย้อน ผู้ที่มีอาการโรคกระเพาะอาหาร และปัญหาในกระเพาะอาหาร
โรคกระเพาะอาหาร อักเสบเรื้อรัง ลดอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย
"เครื่องดื่มสมุนไพร เคอม่า แม็กซ์ (
Curma Max)
"
สารสกัดจากพริกไทย, เคอคูมินอยด์ (Curcuminoid) จากขมิ้นชัน
นำมาแปรรูปจนทำให้ละลายน้ำได้ เพิ่มการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย
ซัลโฟราแฟน จากบล็อคโคลี่ และ ทอรีน ช่วยดูแลอาการปวดกระเพาะอาหาร
อาเจียน จุกเสีด แน่นท้อง ท้องอืด ลดการอักเสบแผลในกระเพาะอาหาร
เพิ่มประสิทธิภาพในการขับสารพิษออกจากร่างกายของตับ ช่วยการทำงานของตับ และตับอ่อน



"เครื่องดื่มสมุนไพร เคอม่า แม็กซ์ (
Curma Max) "
         สารสกัดจากพริกไทย, เคอคูมินอยด์ (Curcuminoid) จากขมิ้นชัน นำมาแปรรูปจนทำให้ละลายน้ำได้ เพิ่มการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย
ซัลโฟราแฟน จากบล็อคโคลี่ และ ทอรีน ช่วยดูแลอาการปวดกระเพาะอาหาร  อาเจียน จุกเสียด แน่นท้อง ท้องอืด แผลในกระเพาะอาหาร
เพิ่มประสิทธิภาพในการขับสารพิษออกจากร่างกายของตับ ช่วยการทำงานของตับ และตับอ่อน

 

"เครื่องดื่มสมุนไพร เคอม่าแม็กซ์ (Curma Max)บรรเทาอาการกรดไหลย้อน

       "เคอร์คูมินอยด์ (Curcuminiod) เป็นสารที่พบในขมิ้นชันซึ่งเป็นสารเคมีประเภทโพลีฟีนอล (polyphenolic phytochemical) ออกฤทธิ์ทางด้านชีวเคมีหลายประการในรายงานวิจัยได้ศึกษา กลุ่มผู้ทดลองที่มีอาการโรคกระเพาะอาหารรับประทานขมิ้นชันแคปซูลมีอาการที่ดีขึ้นและเมื่อศึกษาการทดลองในหนูขาว พบว่าขมิ้นชันมีฤทธิ์คล้ายกล้ามเนื้อเรียบของกระเพาะอาหารในหนูขาว ขมิ้นชันจึงน่าจะมีผลดูแลอาการปวดท้องเนื่องจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้อเรียบในผู้ป่วยที่เป็นแผลในกระเพาะอาหารจึงช่วยอาการของโรคกระเพาะอาหารกรดไหลย้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

...สารสกัดจากพริกไทย มีสรรพคุณช่วยอาการปวดกระเพาะอาหาร อาเจียน จุกเสียด แน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ
นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความคงตัวของสารสกัดจากขมิ้นชัน (เคอร์คูมินอยด์) อีกด้วย
โดยทั้งสารสกัดจากขมิ้นชันและพริกไทย เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ดีจึงช่วยตับ ลดและป้องกันการอักเสบของตับจาการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

...ทอรีน ช่วยในการทำงานของตับและตับอ่อนโดยสร้าง Taurocholate ซึ่งจะไปช่วยทำให้ไขมันที่รับประทานเข้าไปแตกตัวเป็นโมเลกุลเล็กๆ สามารถถูกย่อยและเผาผลาญได้ง่ายยิ่งขึ่น ร่างกายของเราจึงสามารถนำพลังงานเหล่านี้ไปใช้ในการทำกิจกรรมต่างๆ ได้เร็วขึ้น

...สารสกัดซัลโฟราเฟนในบล็อกโคลี่ เป็นตัวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับสารพิษในร่างกายของตับ

จากงานวิจัยที่รวบรวมสารสกัดจากขมิ้นชัน พริกไทยใน เครื่องดื่มสมุนไพร เคอม่าแม็กซ์ (Curma Max)ช่วยดูแล
- อาการกรดไหลย้อน
- อาการโรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง
- ลดการอักเสบของตับ จากการดื่มแอลกอฮอล์
- ลดอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย มีแก๊สในกระเพาะ

วิธีรับประทาน - รับประทานครั้งละ 1 ขวด ก่อนนอน หรือเมื่อมีอาการ

คำเตือน - เด็ก และสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน

ขนาดบรรจุ - 90 มิลลิลิตร/ขวด
1 pack 6 ขวด
เลขที่ อย.50-2-01953-2-0013


 #curmamax #เคอร์ม่าแม็กซ์ #เคอร์คูมินอย์ #curcuminoid #เครื่องดื่มสมุนไพรสกัด #เครื่องดื่มสมุนไพรเคอร์ม่าแม็กซ์ #บรรเทาอาการกรดไหลย้อน #กรดไหลย้อน  #โรคกระเพาะ #ท้องอืด #อาหารไม่ย่อย #เคอม่าแม็กซ์ (Curma Max) #Curcumin

 
 
 
 
เกร็ดความรู้
ขมิ้น หรือ ขมิ้นชัน ชื่อสามัญ Turmeric
ขมิ้น ชื่อวิทยาศาสตร์ Curcuma longa L. จัดอยู่ในวงศ์ขิง (ZINGIBERACEAE)

    ขมิ้น เป็นพืชล้มลุกที่จัดอยู่ในตระกูลขิง มีเหง้าอยู่ใต้ดิน เนื้อในของเหง้าจะเป็นสีเหลือง มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวมีตั้งแต่สีเหลืองเข้มจนถึงสีแสดจัด โดยที่ถิ่นกำเนิดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  และมีชื่ออื่น ๆอีก เช่น ขมิ้นชันขมิ้นแกง ขมิ้นหยอก ขมิ้นหัว ขี้มิ้น หมิ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ภาคและจังหวัดนั่น ๆ นิยมนำไปใช้ในการประกอบอาหาร  แต่งสี แต่งกลิ่นอาหาร เช่น แกงไตปลา แกงกะหรี่ เป็นต้น

    ขมิ้นชันอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด  เช่น วิตามินเอ วิตามินบี1 วิตามินบี2 วิตามินบี3 วิตามินซี วิตามินอี ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก และเกลือแร่ต่าง ๆ รวมไปถึงเส้นใย คาร์โบไฮเดรตและโปรตีนเป็นต้น
 
   และขมิ้นชันสรรพคุณทางยาที่รักษาอาการและโรคต่าง ๆได้หลายชนิดซึ่งมีประวัติในการนำมาใช้ในการรักษามากกว่า 5,000 ปี
สำหรับขมิ้นชันที่จะนำมาใช้ประโยชน์นั้น การเก็บเกี่ยวไม่ควรเก็บในระยะที่ขมิ้นเริ่มแตกหน่อเพราะจะทำให้สารที่มีประโยชน์อย่างเคอร์คิวมินในขมิ้นมีน้อย  ส่วนเหง้าที่เก็บมาต้องมีอายุอย่างน้อย 9-12 เดือน และต้องไม่เก็บไว้นานเกินไป และไม่ให้ถูกแสงแดด เพราะน้ำมันหอมระเหยในขมิ้นจะหมดไปเสียก่อน

    ขมิ้นชันเมื่อได้เหง้ามาแล้วหากจะนำไปรับประทานเพื่อใช้ในการรักษาโรคต่าง ๆ ควรล้างให้สะอาดก่อน และไม่ต้องปอกเปลือก แต่หั่นเป็นแว่นชิ้นบาง ๆ แล้วนำไปตากแดดสัก 2 วันแล้วนำมาบดให้ละเอียด ผสมกับน้ำผึ้งแล้วปั้นเป็ดเม็ดเล็ก ๆเท่าปลายนิ้วก้อย แล้วนำมารับประทานวันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 2-3 เม็ดหลังอาการและช่วงก่อนนอน หรือจะนำเหง้าแก่มาขูดเอาเปลือกออกแล้วนำไปล้างน้ำให้สะอาดนำมาบดให้ละเอียด เติมน้ำแล้วคั้นเอาแต่น้ำมารับประทานครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะวันละ 3 ครั้ง หากนำขมิ้นมาใช้เป็นยาทาภายนอก เพื่อรักษาอาการแพ้ ผื่นคัน ผิวหนังอักเสบ แมลงสัตว์กัดต่อย ให้นำเหง้าขมิ้นมาฝนผสมกับน้ำต้มสุก แล้วทาบริเวณที่เป็นวันละ 3 ครั้ง หรือจะนำเอาผงขมิ้นมาโรยก็ใช้ได้เช่นกัน

วิธีกินขมิ้นชัน

มีการศึกษาพบว่า การรับประทานขมิ้นตามเวลาที่อวัยวะต่าง ๆกำลังทำงาน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของขมิ้นให้มากขึ้น โดยวิธีกินขมิ้นชันควรรับประทานขมิ้นชันตามเวลาต่อไปนี้ตามการรักษา


สรรพคุณของขมิ้น

    เวลา 03.00-05.00 น. ช่วงเวลาของปอด หากรับประทานช่วงเวลานี้จะช่วยในการบำรุงปอดช่วยให้ปอดแข็งแรง ช่วยป้องกันการเป็นมะเร็งปากมดลูก ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ผิวหนัง และช่วยเรื่องภูมิแพ้หายใจไม่สะดวก
    เวลา 05.00-07.00 น. ช่วงเวลาของลำไส้ใหญ่ ช่วยแก้ปัญหาลำไส้ใหญ่ สำหรับผู้ที่ขับถ่ายไม่เป็นเวลาหรือรับประทานยาถ่ายมานาน หากรับประทานขมิ้นในช่วงนี้จะช่วยฟื้นฟูปลายประสาทของลำไส้ใหญ่ให้บีบรัดตัวเพื่อช่วยให้ขับถ่ายได้อย่างเป็นปกติ ช่วยแก้ปัญหาลำไส้ใหญ่ขับถ่ายน้อยหรือมากจนเกินไป และช่วยป้องกันการเกิดโรคริดสีดวงทวารและมะเร็งลำไส้ได้อีกด้วย หากรับประทานพร้อมกับโยเกิร์ต น้ำผึ้ง นมสด มะนาวหรือน้ำอุ่น จะช่วยชะล้างผนังลำไส้ให้สะอาดได้
    เวลา 07.00-09.00 น. ช่วงเวลาของกระเพาะอาหาร จะช่วยลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียดแน่นท้อง และยังช่วยแก้อาการปวดเข่า, ขาตึง, บำรุงสมองป้องกันโรคความจำเสื่อมได้อีกด้วย จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องกระเพาะอาหารที่เกิดจากการรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา และยังลดอาการท้องอืด จุกแน่น, ปวดเข่า, ขาตึง, ช่วยบำรุงสมองและป้องกันความจำเสื่อมได้
    เวลา 09.00-11.00 น. ช่วงเวลาของม้าม ช่วยแก้ปัญหาเรื่องน้ำเหลืองเสีย มีแผลบริเวณปาก บรรเทาอาการของโรคเบาหวาน โรคเกาต์ การอ้วนเกินไปหรือผอมเกินไป
    เวลา 11.00-13.00 น. ช่วงเวลาของหัวใจ ช่วยบำรุงหัวใจให้มีสุขภาพแข็งแรง
    เวลา 15.00-17.00 น. ช่วงเวลาของกระเพาะปัสสาวะ ช่วยบำรุงหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรง แก้อาการตกขาว และการทำให้เหงื่อออกในช่วงเวลานี้จะช่วยทำให้ร่างกายขับสารพิษออกไปจากร่างกายได้มาก
    เวลา 17.00 น. จนถึงเวลาเข้านอน การรับประทานขมิ้นในช่วงนี้จะช่วยทำให้ความจำดีขึ้น เมื่อตื่นนอนจะไม่อ่อนเพลีย การขับถ่ายก็จะดีขึ้นด้วย

การหาซื้อขมิ้นมารับประทานเองไม่ว่าจะเป็นแบบผงหรือแบบแคปซูล ควรจะซื้อจากแหล่งผลิตที่ได้มาตรฐาน มีความสะอาดปลอดสารเคมีไม่มีสารสเตรียรอยด์ปลอมปน และในกระบวนการผลิตนั้นต้องไม่ผ่านความร้อนเกิน 65 องศา เพื่อคงคุณภาพของขมิ้น ใส่ใจกันสักนิดเพราะบางคนซื้อมารับประทานเองทุกวัน ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัย
สรรพคุณของขมิ้น

   สรรพคุณของขมิ้นข้อแรกคือมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระซึ่งช่วยในการชะลอวัยและชะลอการเกิดริ้วรอย

    ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย
    ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ผิวหนังมีสุขภาพดีแข็งแรง
    ขมิ้นชันอาจมีบทบาทช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง เช่น โรคมะเล็งลำไส้ มะเร็งปากมดลูก
    ขมิ้นสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายได้
    ช่วยกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย
    ช่วยบรรเทาอาการของโรคเบาหวาน
    มีส่วนช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง
    ช่วยลดอาการของโรคเกาต์
    ช่วยขับน้ำนมของมารดาหลังคลอดบุตร
    ช่วยรักษาระบบทางเดินหายใจที่มีอาการผิดปกติ
    ช่วยบำรุงสมองป้องกันโรคความจำเสื่อม
    อาจมะส่วนช่วยในการรักษาโรครูมาตอยด์ (ยังไม่ได้รับการยืนยัน)
    ช่วยลดการอักเสบ
    ช่วยแก้อาการวิงเวียนศีรษะ
    ช่วยรักษาอาการแพ้และไข้หวัด
    ช่วยบรรเทาอาการไอ
    ช่วยรักษาอาการภูมิแพ้หายใจไม่สะดวก ให้มีอาการดีขึ้น
    ช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด
    ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระในเม็ดเลือดแดงของผู้ป่วยธาลัสซีเมียฮีโมโกบิลอี
    ช่วยรักษาแผลที่ปาก
    ช่วยบำรุงปอดให้มีสุขภาพดีและแข็งแรง
    น้ำมันหอมระเหยในขมิ้นมีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการปวดท้อง
    ช่วยรักษาอาการท้องเสีย อุจจาระร่วง โดยนำผงขมิ้นชันผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นลูกกลอนแล้วนำมารับประทานครั้งละ 3 เม็ด 3 เวลา
    ขมิ้นชันสรรพคุณช่วยแก้อาการจุดเสียดแน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ
    ช่วยรักษาโรคลำไส้อักเสบ
    ช่วยลดการบีบตัวของลำไส้
    ช่วยรักษาอาการลำไส้ใหญ่บวม
    ช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร
    ช่วยในการขับลม
    ช่วยบรรเทาอาการนิ่วในถุงน้ำดี
    มีฤทธิ์ในการช่วยขับน้ำดี
    ช่วยสมานแผลในกระเพาะอาหาร และทำความสะอาดลำไส้
    ช่วยบำรุงตับ ป้องกันตับอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ และป้องกันตับจากการถูกทำลายของยาพาราเซตามอล
    ช่วยบำรุงหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรง
    ช่วยป้องกันการเกิดโรคริดสีดวงทวาร
    ช่วยแก้อาการตกเลือด ด้วยการนำขมิ้นสดมาตำให้ละเอียดแล้วคั้นเอาน้ำมาผสมกับน้ำปูนใสแล้วรับประทาน
    ช่วยแก้อาการตกขาว
    ช่วยรักษาอาการปวดหรืออักเสบเนื่องจากไขข้ออักเสบ
    ช่วยแก้อาการน้ำเหลืองเสีย
    ช่วยแก้ผื่นคันตามร่างกาย
    ช่วยรักษาโรคผิวหนัง ผดผื่นคัน
    ช่วยรักษากลาก เกลื้อน ด้วยการใช้ผงขมิ้นผสมกับน้ำ นำมาทาบริเวณที่เป็นกลากเกลื้อนทุกวัน วันละ 2 ครั้ง
    ช่วยรักษาโรคผิวหนังพุพอง ตุ่มหนองให้หายเร็วยิ่งขึ้น
    ช่วยรักษาแผลจากแมลงสัตว์กัดต่อยได้ ด้วยการนำขมิ้นมาล้างน้ำให้สะอาด แล้วตำจนละเอียดคั้นเอาแต่น้ำมาทาบริเวณดังกล่าว
    มีฤทธิ์ในการต่อต้านและฆ่าเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนัง และต่อต้านยีสต์ซึ่งเป็นตัวที่ทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำ
    ช่วยต่อต้านปรสิต หรือเชื้ออะมีบาที่เป็นต้นเหตุของโรคบิดได้
    ช่วยต่อต้านเชื้อแบคทีเรียและไวรัส เช่น แบคทีเรียที่ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร แบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคท้องเสีย แบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนอง เป็นต้น
    มีฤทธิ์ในการต่อต้านการกลายพันธุ์ และต้านสารก่อมะเร็งทีมีความเกี่ยวข้องกับโรคที่เกิดจากการเสื่อมของร่างกาย และโรคเบาหวาน
    ช่วยสมานแผลตามร่างกายให้หายเร็วยิ่งขึ้น ด้วยการนำผงขมิ้นมาผสมกับน้ำแล้วทาลงบนบาดแผล และยังช่วยให้บาดแผลไม่ติดเชื้อของกระต่ายและหนูขาวได้ และสามารถเร่งให้แผลที่ติดเชื่อหายได้
    ขมิ้นยังมีสรรพคุณช่วยในการป้องกันการงอกของขนอีกด้วย โดยผู้หญิงชาวอินเดียมักนำขมิ้นมาทาผิวเพื่อป้องกันไม่ให้ขนงอก
    ขมิ้นชันขัดผิว ใช้ทำทรีทเม้นท์พอกผิวขัดผิวด้วยขมิ้นช่วยให้ผิวพรรณนุ่มนวล ขาวผ่องใส เต่งตึง ด้วยการนำขมิ้นสดมาล้างน้ำให้สะอาดหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วนำไปปั่นรวมกับดินสอพอง 2-3 เม็ด แล้วผสมกับมะนาว 1 ลูก ปั่นจนเข้ากัน แล้วนำมาพอกหน้าหรือผิวทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
    ขมิ้นเป็นส่วนประกอบของทรีทเม้นท์รักษาสิวเสี้ยน สิวผด สิวอุดตัน
    ขมิ้นเป็นส่วนประกอบอย่างหนึ่งในเครื่องสำอางบำรุงผิวต่าง ๆ
    นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันแมลงศัตรูพืชได้อีกด้วย

แหล่งอ้างอิง : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี , สนุกพีเดีย, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) , สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, เว็บไซต์มุสลิมไทยโพสต์

มาทำความรู้จักกับ โรคกรดไหลย้อน

โรคการไหลย้อนจากกระเพาะอาหารมาหลอดอาหาร

โรคการไหลย้อนจากกระเพาะอาหารมาหลอดอาหาร หรือที่นิยมเรียกว่า โรคกรดไหลย้อน (อังกฤษ: Gastro-Esophageal Reflux Disease; GERD) คือภาวะที่มีกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ไหลย้อนขึ้นมาบริเวณหลอดอาหาร ซึ่งหลอดอาหารเป็นอวัยวะที่ไม่ทนต่อกรด จึงทำให้เกิดการอักเสบของหลอดอาหาร ซึ่งโดยปกติ หลอดอาหารจะมีการบีบตัวไล่อาหารลงด้านล่างและหูรูด ทำหน้าที่ป้องกันการไหลย้อนของน้ำย่อย กรด หรืออาหาร ไม่ให้ไหลย้อนขึ้นมาบริเวณหลอดอาหาร แต่ในปัจจุบัน หูรูดส่วนนี้ทำงานได้น้อยลงในบางคน ซึ่งจะตรวจพบได้ประมาณ 1 ใน 5 คน พบในคนทั่วไป ทุกกล่ม ทุกช่วงอายุ แต่จะพบได้มากในคนอ้วน หรือสูบบุหรี่ และการไหลย้อนของกรด ถ้ามีมาก อาจไหลออกนอกหลอดอาหาร อาจทำให้มีผลต่อกล่องเสียง ลำคอ หรือปอดได้ ซึ่งหากละเลยไม่ไปพบแพทย์ เพื่อทำการรักษา อาจทำให้เรื้อรังกลายเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้

ภาวะของโรคกรดไหลย้อน แบ่งออกเป็น 3 ระดับ
    ระดับแรก ผู้ป่วยมีภาวะกรดไหลย้อนบ้างในบางครั้ง เป็นบ้างไม่เป็นบ้าง แล้วก็หายไป ไม่มีผลต่อสุขภาพมากมาย (Gastro-Esophageal Reflux : GER)
    ระดับสอง ผู้ป่วยจะมีอาการกรดไหลย้อนขึ้นมาเฉพาะที่บริเวณหลอดอาหาร (Gastro-Esophageal Reflux Disease : GERD)
    ระดับสาม ผู้ป่วยมีกรดไหลย้อนจากกระเพาะอาหารมาก จนไหลขึ้นไปถึงกล่องเสียง หรือหลอดลม (Laryngo-Pharyngeal Reflux : LPR)

สาเหตุของโรคกรดไหลย้อน

โรคกรดไหลย้อน นอกจากจะเกิดจากความผิดปกติของหูรูดหลอดอาหาร หรือความผิดปกติในการบีบตัวของหลอดอาหารในตัวผู้ป่วยเองแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นเสริมอีกด้วย เช่น    กินเสร็จอิ่มๆ หรือกินอาหารเสร็จยังไม่ถึง 4 ชั่วโมงแล้วนอน
         Hiatus hernia คือ โรคที่เกิดจาก กระเพาะอาหารส่วนต้น ยื่นเข้าไปกะบังลม
         สูบบุหรี่
         ดื่มสุรา หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์, น้ำอัดลม
         รับประทานอาหารประเภท ของทอด ของมัน หรืออาหารที่มีรสเปรี้ยวจัด เผ็ดจัด

อาการของโรค
อาการในหลอดอาหาร
ผู้ป่วยจะมีอาการ

    เสียงแหบกว่าปกติโดยไม่ได้เป็นโรคอื่นใดที่เกี่ยวกับกล่องเสียง
    ปวดแสบปวดร้อนในหน้าอก หรือที่เรียกว่า Heart Burn เนื่องจากกรดไปทำให้หลอดอาหารอักเสบ
    มีอาการจุกแน่นบริเวณหน้าอก เหมือนมีก้อนติดอยู่ในลำคอ หายใจไม่ออกเวลานอน
    กลืนอาหารลำบาก ถ้าเป็นมากจะเจ็บคอมากจนอาจจะกลืนอาหารแทบจะไม่ได้
    คลื่นไส้
    มีอาการเรอเปรี้ยว หรือรู้สึกถึงรสขมของน้ำดี รสเปรี้ยวของกรดในปากหรือลำคอ

อาการนอกหลอดอาหาร บริเวณกล่องเสียงและหลอดลม

ผู้ป่วยจะมีอาการ

    ไอเรื้อรัง เจ็บคอเรื้อรัง
    เสียงแหบ โดยเฉพาะในตอนเช้า เนื่องจากเวลานอน กรดจะไหลย้อนขึ้นมาได้มาก
    เป็นโรคปอดอักเสบ เจ็บหน้าอก

การรักษาโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

    งดการสูบบหรี่ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ น้ำอัดลม ชา กาแฟ
    ลดอาหารมัน ของทอด ของหวาน
    รับประทานอาหารให้เป็นเวลา หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารก่อนนอนอย่างน้อย 3-4 ชั่วโมง
    ลดน้ำหนัก ให้อยู่ในเกณฑ์ที่พอดี

แนะนำการรักษากรดไหลย้อน

1. ปรับเปลี่ยนนิสัย และการดำเนินชีวิตประจำวัน การรักษาวิธีนี้มีความสำคัญมากโดยจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการน้อยลง ป้องกันไม่ให้เกิดอาการ และเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย โดยลดปริมาณกรดในกระเพาะอาหาร และป้องกันไม่ให้กรดไหลย้อนกลับขึ้นไปในระบบทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ ส่วนบนมากขึ้น ที่สำคัญการรักษาด้วยวิธีนี้ควรทำอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต แม้ว่าผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นหรือหายดีแล้วโดยไม่ต้องรับประทานยาแล้วก็ตาม

นิสัยส่วนตัว
ถ้าเป็นไปได้ ควรพยายามลดน้ำหนัก ถ้าน้ำหนักเกิน เนื่องจากภาวะน้ำหนักเกินจะทำให้ความดันในช่องท้องมากขึ้น ทำให้กรดไหลย้อนได้มากขึ้น พยายามหลีกเลี่ยงอย่าให้เครียด และถ้าสูบบุหรี่อยู่ ควรเลิก เพราะความเครียดและการสูบบุหรี่ทำให้เกิดการหลั่งกรดมากขึ้น ถ้าไม่เคยสูบบุหรี่ ควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ หรือควันบุหรี่ หลีกเลี่ยงการสวมเสื้อผ้าที่คับเกินไป โดยเฉพาะบริเวณรอบเอว

นิสัยในการรับประทาน
หลังจากรับประทานอาหารทันที พยายามหลีกเลี่ยงการนอนราบ การออกกำลัง ยกของหนัก เอี้ยวหรือก้มตัว
หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อดึก และไม่ควรรับประทานอาหารใด ๆ อย่างน้อยภายในระยะเวลา 3 ชั่วโมงก่อนนอน
พยายามรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ และพยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยการทอด อาหารมัน พืชผักบางชนิด เช่น หัวหอม กระเทียม มะเขือเทศ ฟาสต์ฟูด ช็อกโกแลต ถั่ว ลูกอม สะระแหน่ เนย ไข่ นม หรืออาหารที่มีรสจัด เช่น เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด หวานจัด เป็นต้น
รับประทานอาหารปริมาณพอดีในแต่ละมื้อ ไม่ควรรับประทานอาหารมากเกินไป ควรรับประทานอาหารปริมาณทีละน้อย ๆ แต่บ่อยครั้ง
หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มบางประเภท เช่น กาแฟ (แม้จะเป็นกาแฟที่ไม่มีกาเฟอีนก็ตาม) ชา น้ำอัดลม เครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ เช่น เบียร์ วิสกี้ ไวน์ โดยเฉพาะในตอนเย็น

นิสัยในการนอน
ถ้าจะนอนหลังรับประทานอาหาร ควรรอประมาณ 3-4 ชั่วโมง เวลานอน ควรหนุนหัวเตียงให้สูงขึ้นประมาณ 6 - 10 นิ้วจากพื้นราบ โดยใช้วัสดุรองขาเตียง เช่น ไม้ อิฐ อย่ายกศีรษะให้สูงขึ้นโดยการใช้หมอนรองศีรษะ เพราะจะทำให้ความดันในช่องท้องเพิ่มมากขึ้น

พบว่าประมาณร้อยละ 90 ของผู้ป่วยที่มีอาการของโรคกรดไหลย้อนสามารถควบคุมอาการได้ด้วยยา เพื่อลดปริมาณกรดในกระเพาะอาหาร หรือเพิ่มการเคลื่อนตัวของระบบทางเดินอาหารในการกำจัดกรด ปัจจุบันยาลดกรดกลุ่ม proton pump inhibitor เป็นยาที่สามารถยับยั้งการหลั่งกรดได้ดี สามารถเห็นผลการรักษาเร็ว ควรรับประทานยาสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง ไม่ควรลดขนาดยา หรือ หยุดยาเอง นอกจากแพทย์แนะนำ และควรมาพบแพทย์ตามแพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ซึ่งผู้ป่วยบางรายอาจใช้เวลานานประมาณ 1 - 3 เดือน กว่าที่อาการต่าง ๆ จะดีขึ้น

อาการต่างๆ อาจไม่ดีขึ้นเร็ว ต้องใช้เวลาในการหาย เมื่ออาการต่าง ๆ ดีขึ้น และผู้ป่วยสามารถปรับเปลี่ยนนิสัยและการดำเนินชีวิตประจำวันข้างต้นดังกล่าว ได้ และได้รับประทานยาต่อเนื่อง แพทย์จะปรับลดขนาดยาลงเรื่อยๆ ทีละน้อย ที่สำคัญไม่ควรซื้อยารับประทานเองเวลาป่วย เนื่องจากยาบางชนิดจะทำให้กระเพาะอาหารมีการหลั่งกรดเพิ่มขึ้น หรือกล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนล่างคลายตัวมากขึ้น
การรักษาโดยใช้ยา


จะได้ผลดีที่สุดเมื่อมีการอักเสบของหลอดอาหาร ตัวยาลดกรด (Antacids) ใช้สำหรับผู้ป่วยที่อาการไม่รุนแรง และยาที่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคกรดไหลย้อนที่แพทย์นิยมใช้ในปัจจุบัน คือ ยาลดกรดในกลุ่มโปรตอนปั๊มอินฮิบิเตอร์ (Proton pump inhibitors) โดยการใช้ยา ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ถ้าไม่มีดีขึ้น อาจพิจารณาให้มีการตรวจเพิ่มเติม เช่น

    การกลืนแป้งตรวจกระเพาะ
    การส่องกล้องตรวจกระเพาะ (ไม่นิยมใช้เนื่องจากวินิจฉัยได้ยาก)

การผ่าตัด
หากผู้ป่วยมีอาการรุนแรง รักษาด้วยยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น จึงจะทำการรักษาด้วยการผ่าตัด ผูกหูรูดกระเพาะอาหาร เพื่อป้องกันไม่ให้กรดไหลย้อนขึ้นมาอีก

อ้างอิง จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

 
 CCI,CURCUMIN,CCITHAI,เคอร์คูมินอยส์,สมุนไพรนวัตกรรม,ขมิ้นชันละลายน้ำ,Champ of Champ Innovation,สมุนไพรไทย,curmamax,เคอร์ม่าแม็กซ์,เคอร์คูมินอย์,curcuminoid,สมุนไพรนวัตกรรม,สมุนไพรนวัตกรรมเพื่อชีวิตที่ดีกว่า,เครื่องดื่มสมุนไพรสกัด,เครื่องดื่มสมุนไพรเคอร์ม่าแม็กซ์,บรรเทาอาการกรดไหลย้อน,กรดไหลย้อน,โรคกระเพาะ,ท้องอืด,อาหารไม่ย่อย,เคอม่าแม็กซ์ (Curma Max),Green Curmin,Curmin,โรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง,Curcumin,ISO CURMA,ไอโซ เคอม่า,ปวดข้อ,ลดอักเสบ,ปวดเข่า,ปวดขา,ปวดหลัง,เมื่อย,คลายกล้ามเนื้อ,บรรเทาอาการอักเสบ,ปวดข้อ,ปวดกระดูก,เพิ่มความหนาแน่นของมลกระดูก,ลดการสลายตัวของมวลกระดูก,รีแลกซ์,Relax,ครีมบรรเทาปวด,ครีมนวด,บรรเทาอาการอักเสบ,พร้อมไวท์,ลดน้ำหนัก,Prompt vite,ไม่โยโย่,ผอม,ลดความอ้วน,สมุนไพรลดน้ำหนัก,สวยใสไร้พุง,เครื่องดื่มสมุนไพรสกัด,อาชิตอง,อาชิตองโกลด์,Arshithong,ต้านอนุมูลอิสระ,มะเร็ง,เบาหวาน,ความดัน,ลดคอเลสเตอรอล,ลดไขมันในเลือด,ปรับสมดุลฮอร์โมน,ปรับสมดุลเลือด,ช่วยในการนอนหลับ,ชลอความชรา,ต้านความแก่,บำรุงผิวพรรณ,Olisa,Olisa Q10,โอริซา,โอริซา คิว 10,แกมม่าออริซานอล,ลดไตรกลีเซอไรด์,Anti-aging,แกมม่าออริซานอลชนิดผง,จมูกข้าวชนิดผง,แกมม่าสกัดผง,โทเมซิงค์พลัส,ต่อมลูกหมาก,ต่อมลูกหมากโต,โมดิ,เบาหวาน Tomazing Plus,Modi, ลดเบาหวาน,ลดน้ำตาลในเลือด,สร้างอินซูลิน,Green Mulon,Mulon,กรีนมูล่อน,ภูมิแพ้,บรรเทาอาการภูมิแพ้,Curcuminthai,cci-2016,Kingofherb,Greenpap,กรีนปาปา,กรีนปาป้า,เสริมสร้างสมรรถภาพ,สมรรถภาพทางเพศ,อาหารเสริมผู้ชาย,Greenpurra,กรีนเพอร่า,อาหารเสริมผู้หญิง,Venus,วีนัส,ครีมนวดหน้าอก,อกอึ๋ม,เต่งตึ่ง,อัพไซส์,หน้าอกหย่อนคล้อย,Hera,เฮร่า,ฮีร่า,เจลกระชับช่องคลอด,เจลสำหรับจุดซ่อนเร้น,ลดกลิ่นอับ,กระชับ,รูฟิต,วัยทอง,เพิ่มน้ำหล่อลื่น

เมนู/ลิ้งค์

เกี่ยวบริษัท

สินค้า/ผลิตภัณฑ์  

เกี่ยวกับเรา


 หน้าแรก
ผลิตภัณฑ์
แผนการตลาด
ข่าวสารและกิจกรรม
โปรโมชั่น
 ช็คสายงาน

 
 

Copyright © 2016 Turakijonline.com  เวปไซต์นี้ ไม่ใช่เวปไซต์บริษัท * สงวนลิทธิ์ เฉพาะ ทีมงาน เท่านั้น ห้ามลอกเลียนแบบ ดัดแปลง หรือทำซ้ำ